ชื่อโครงการ โครงการแสงสว่างสู่ชนบท

ลักษณะของโครงการ 
1ระดมความคิดเห็น เสนอโครงการเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน การส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อให้เกิดรายได้ต่อยอด โดยให้ทุกภาคส่วนในแต่ละจังหวัดหาสมาชิกและร่วมหุ้นในโครงการ
2. จัดกิจกรรมระดมทุน ภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ เพื่อเป็นทุนในการส่งเสริมโครงการต่างๆ
3. ดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคการเกษตรเพื่อพัฒนาอาชีพ กลุ่มพ่อค้า นักลงทุน และประชาชนที่สนใจภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ โดยมีประธานกรรมการมูลนิธิฯ คอยกำกับดูแล
4. แจกพันธุ์ข้าวปลูกและปุ๋ยชีวภาพแก่เกษตรกรชาวนาที่ขาดแคลนตาม ชนบทที่สถานที่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบการ
5. สร้างศาสนสถานเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนา
6. พัฒนาโครงการการเกษตร ว่าน สมุนไพร พืชผักสวนครัว เพื่อพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกร

ผู้รับผิดชอบโครงการ :
ประธานมูลนิธิ
พิสิษฐ์ คล้ายสอนเจริญ, พระสันติ สิทธิสมบูรณ์

ที่ปรึกษาโครงการ:
1. เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย
2. สำนักงานเกษตรจังหวัด
3. ผู้ว่าราชการจังหวัด
4. ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัด

หลักการและเหตุผล:
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้ขับเคลื่อนและผู้ผลิตมากกว่าครึ่งค่อนประเทศ จากการสำรวจพบว่า ด้วยการหารายได้และการส่งเสริมอาชีพสู่ชนบทนั้นก็มีองค์กรอิสระและทางภาครัฐเข้าไปมีบทบาทมากพอสมควรแต่ก็ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร และโครงการต่างๆที่มีบุคคลากรที่เห็นปัญหาจริงๆนั้นยังมีไม่มากพอที่จะมาจุนเจือผู้ผลิตเหล่านั้นได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวอันดับต้นๆในทวีปเอเชีย เนื่องจากสถานที่ในการปลูกและภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อเกษตรกรรมทำให้การประกอบอาชีพทำนากระจายไปทั่วประเทศโดยเฉพาะภาคกลางและภาคอีสานซึ่งเป็นภาคที่มีประชาชนและพื้นที่มากกว่าที่อื่นในประเทศไทย

การทำนาถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนไทย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคนั้นมีมากและเป็นอาชีพที่อยู่กับคนไทยมาช้านาน แต่เป็นการยากที่จะให้คนทุกคนมาประกอบอาชีพนี้ด้วยเหตุที่ว่าการสนับสนุนและแรงกดดันเรื่องราคาข้าวเป็นเครื่องบีบใจให้ชาวนาต้องทนทรมานต่อราคาอันตกต่ำและด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงทำให้ชาวนาเริ่มเลือนจางหายไปในอาชีพ และก็ยังมีนายทุนที่กวาดซื้อผืนนาเพื่อเปลี่ยนเป็นสถานที่รูปแบบอื่นซึ่งไม่เป็นการส่งเสริมอาชีพและยังเป็นการตัดรอนอาชีพและผลผลิตไปในตัว จึงทำให้ชาวนามีความท้อใจและถดถอยในการประกอบอาชีพนี้ไป

ทั้งนี้ทางโครงการยังได้ร่วมกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เพื่อการจัดสร้างพุทธมณฑลจังหวัดเลยขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นสถานที่รองรองในการจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนา ด้วยกันนี้ยังจะมีโครงการที่สามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาและต่อยอดแนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นั้นก็คือ โครงการสวนสมุนไพรพระยูไลไภษัชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิฯ

ด้วยเหตุนี้ทางมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ จึงได้มีโครงการ แสงสว่างสู่ชนบท ภายใต้การดูแลของประธานมูลนิธิฯ และคณะกรรมการโครงการการดูแล โดยมีการทำกิจกรรมระดมทุนในการจัดสร้างศาสนสถาน และการหาพันธุ์ข้าวและปุ๋ยชีวภาพเพื่อการแจกจ่ายให้กับเกษตรกรชาวนาผู้ขาดแคลน รวมกันถึงการจัดสนับสนุนโครงการทางการเกษตร เช่น การทำนา การทำสวนต่างๆ การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งจะมีการใช้สื่อทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในการกระจายข่าวสารเพื่อให้ทันต่อผู้ที่สนใจร่วมโครงการ โดยมีรายละเอียดและการดำเนินงานของโครงการดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อดำเนินกิจกรรมการบำเพ็ญประโยชน์ด้านเกษตรกรรมการสงเคราะห์
2. เพื่อดำเนินโครงการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง
3. เพื่อระดมทุนในการจัดซื้อพันธุ์ข้าวเปลือกและปุ๋ยชีวภาพเพื่อให้เกษตรกรผู้ขาดแคลน
4. เพื่อชดเชยรายจ่ายของเกษตรกรชาวนาในการจัดซื้อวัตถุดิบ
5. เพื่อให้ศาสนิกชนผู้จะช่วยเหลือเกษตรกรได้มีช่องทางในการสร้างคุณงามความดี
6. เพื่อใช้สื่อทางด้านเทคโนโลยีกระจายข้อมูลข่าวสารในการสร้างสรรค์ต่อประเทศชาติ
4. เพื่อให้เกษตรกรได้รับวัตถุดิบในการประกอบอาชีพต่อยอดเป็นการสร้างรายได้ต่อไป

ลักษณะการดำเนินการ
เป็นโครงการต่อเนื่องในแต่ละปี และมีทุนเพื่อสนับสนุนกิจกรรมตามโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารงานมูลนิธิฯ

กลุ่มเป้าหมาย:
1. เกษตรกรชาวนาชาวสวนในแต่ละภาคส่วนทั่วประเทศ
2. ประชาชนทั่วไปในชุมชนที่จะเข้ามาสมทบในการระดมทุน
3. เกษตรกรผู้ยากจน และรายได้น้อย

แผนการปฏิบัติการ :
1. เสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะกรรมการบริหาร ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ตามลำดับ
2. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการแต่ละภาคส่วน และกำหนดงานส่วนต่างๆ
3. ประชุมวางแผน เพื่อกำหนดวิธีการและขั้นตอนการปฏิบัติงาน
4. ดำเนินการตามแผนงาน
5. ประชาสัมพันธ์ รับสมัครและสรรหาเจ้าหน้าที่เพื่อรับโทรศัพท์ จัดสถานที่ต่างๆที่ติดต่อโครงการ
6. ทำระบบบัญชี รายรับรายจ่ายในระหว่างระดมทุน
7. แจกจ่ายพันธุ์ข้าวและปุ๋ยชีวิภาพแก่ผู้ร่วมโครงการ โดยมีเอกสารในการรับมอบเป็นหลักฐานสำคัญ
8. ติดตามผลการดำเนินโครงการและสรุปโครงการ

สถานที่ดำเนินโครงการ
1. มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์และศูนย์ประสานโครงการประจำจังหวัด
2. อาคารสุขาภิมาน วัดธรรมปัญญารามบางม่วง อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผลที่คาดว่าจะได้รับในการดำเนินโครงการ
1. 
เกษตรกรชาวนาได้มีสถานที่ทำกินในการกระจายพื้นที่และมอบให้ในการประกอบอาชีพ โดยมีพันธสัญญามอบคืนเป็นรายได้ในการบริจาคคืนกับมูลนิธิฯ
2. ได้มีการแจกพันธุ์ข้าวและปุ๋ยชีวภาพให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึงโดยมีเอกสารหลักฐานในการรับอย่างชัดเจนและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มูลนิธิฯกำหนด

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ:
1. สร้างระบบในการทำบัญชีเพื่อเป็นระเบียบเรียบร้อยในการกำกับและกระจายทุน
2. เกษตรกรได้รับพันธุ์ข้าวและปุ๋ยพร้อมกันนี้มีพื้นที่ในการทำกิน ภายใต้กำกับของมูลนิธิฯ

การติดตามประเมินผลโครงการ:
จัดให้มีการประเมินผลระหว่างและภายหลังจากการดำเนินงานตามโครงการเสร็จสิ้น โดยใช้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบการสังเกต การส่งแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์